[Review] Assassin’s Creed Odyssey ฉบับละเอียดยิบ - GameWorld.in.th

[Review] Assassin’s Creed Odyssey ฉบับละเอียดยิบ

author image by GM News | Review | 0 Comments | 18 ต.ค. 2018 | เปิดดู

480 BCE, สงคราม Greco-Persian ได้ดำเนินมาถึงขีดสุด การต่อสู้ระหว่างกลุ่มพันธมิตรกรีกนำทัพโดยพระราชา Leonidas I และกษัตริย์ Xerxes I ได้นำมาสู่จุดเดือด ณ Thermopylae ที่ๆ ทหารกรีกเพียง 7,000 นาย ต้องต่อต้านกองทัพทหารเปอร์เซียมากกว่า 100,000 ถึง 150,000 คน แต่ด้วยความรักชาติของเหล่าทหารกรีก ภายใต้การนำทัพของราชา Leonidas I  พวกเขาต่อสู้กันยาวนานกว่าสามวัน และแม้ฝั่งกรีกนำทัพโดยสปาร์ตันจะแพ้พ่ายไป ความทรงจำของมนุษย์โลกที่มีต่อทหารสปาร์ตันก็ยังได้รับการจดจำมาจนถึงปัจจุบัน

GameWorld.in.th ขอขอบคุณ Ubisoft ที่ให้การสนับสนุนคีย์เกม Assassin’s Creed: Odyssey บน PC มา ณ ที่นี้

Ubisoft have provided GameWorld.in.th with A review copy of Assassin’s Creed: Odyssey on Personal Computer. Thank you and Best regards.

ข้ามมา 60 กว่าปี สงคราม Greco-Persian จบลงไปแล้วผ่านสัญญาสงบศึก กว่า 18 ปีที่ชาวเอเธนส์และชาวสปาร์ตันต่างก็อยู่กันอย่างสงบสุข กระทั่งปี 431 BCE สปาร์ตันกลัวอำนาจความร่ำรวยของชาวเอเธนส์จะครอบงำชาวกรีกทั่วดินแดน ตัดสินใจยกทัพบุกดินแดน Attika เป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่สงครามเพโลพอนนีเชียน และจุดเริ่มต้นการผจญภัยของทหารรับจ้างนิรนาม ที่บ้างก็ว่าเขาเป็นชายชื่อ Alexios แต่บ้างก็ว่าเป็นชื่อหญิงนาม Kassandra

Assassin’s Creed: Odyssey จะพาผู้เล่นย้อนกลับลงไปอีก จากยุคอียิปต์โบรานในปี 48-43 BCE พาเรากลับไปมากกว่าสามร้อยปีสู่ปี 431 BCE ที่ๆ ผู้เล่นจะสามารถกำหนดบทบาท และเขียนเรื่องราวตำนานการผจญภัยในฐานะ Alexios หรือ Kassandra สองตัวละครที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเล่นเป็นใคร ก่อนจะออกไปตะลุยกรีกโบรานสุดกว้างขวางกว่า 256×256 ตารางกิโลเมตร

เราไม่ได้ล้อเล่นเรื่องความกว้างของแผนที่ เพราะ Assassin’s Creed: Odyssey มีความกว้างมากกว่าอียิปต์ใน Origins ถึงสี่เท่า! แทบจะยกทุกทวีปของกรีกมาไว้ในเกมเลยก็ว่าได้ แต่ถึงจะกว้างก็ไม่ได้กว้างแบบว่างเปล่า ขึ้นชื่อว่า Ubisoft แล้ว โลกของเกมนั้นมักจะมีอะไรให้สำรวจอยู่เสมอ ความใส่ใจในการเก็บรายละเอียดโลใน Odyssey ก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร ตั้งแต่รูปปั้นเทพเจ้าโพไซดอนขนาดยักษ์ ยันทะเลสาบสีแดง, ภูเขาไฟและถ้ำลึกลับใต้น้ำ แทบทุกที่ใน Odyssey มีอะไรบางอย่างให้ชมเสมอ และมันยากที่จะลืมลงเสียจริง

ในภาพรวมของ Odyssey ด้านกราฟิคในเกมนั้นยังถือว่าค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Origins แต่เพราะสีสันเขียวตัดส้มจากต้นไม้และพื้นหญ้าในกรีก ทำให้เกมดูมีสีสันกว่า Origins ที่ส่วนมากจะเป็นทะเลทราย เลยช่วยให้ Odyssey ดูดีกว่าในเรื่องสีสัน แต่ก็ยังไม่ช่วยในเรื่องของพื้นผิวที่ดูเรียบๆ เกินไป รายละเอียดพื้นผิวที่คุณภาพไม่ค่อยสูงนักเวลาเข้าไปใกล้ๆ ทำให้เกมดูสะอาดเกินไปหน่อย ตรงนี้คงเป็นผลมาจากการเน้นไปที่ความกว้างของโลกในเกม เลยมีการลดคุณภาพพื้นผิวบางส่วนลงเพื่อให้เกมโหลดได้เร็วขึ้น ก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมดีครับ

แต่โลกที่กว้างนั้นได้หมายถึงกิจกรรมมากขึ้นหรือไม่? แน่นอนหลายคนคงสงสัยตรงนี้ ก่อนหน้านี้ทาง Ubisoft ออกมาบอกแล้วว่าเกมจะมีอะไรให้ทำมากกว่า Origins ซึ่งสี่เท่า ซึ่งจากการสัมผัสมายาวนานกว่า 80 ชั่วโมงตลอดสองสัปดาห์ ดูเหมือนว่าทาง Ubisoft จะไม่ได้โกหกในส่วนนี้จริงๆ แม้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเคลียร์ไปมากกว่า 100 เควสแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังมีเควสเสริมให้ทำเต็มแผนที่ไปหมด บางเควสยังสามารถแตกยอดไปได้อีกหลากหลายเควสย่อย บางเควสปลดล็อคเควสเสริมอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก หลายเควสก็มีเรื่องราว มีความน่าจดจำอยู่ หลายเควสยังมีผลกระทบต่อโลกในเกม ที่จะปรากฏในรูปแบบเควสแนว ‘Impact Quest Giver’ มาให้เราได้เห็นกันด้วย ตรงนี้ประทับใจใน Ubisoft มากๆ ที่สามารถทำจำนวนเควสได้เยอะขนาดนี้ คุณภาพรวมๆ อาจจะยังไม่เหยียบระดับ Witcher 3 แต่ก็ยังดีกว่าเกม RPG ในตลาดหลายๆ เกมซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีมากๆ ของเกมเลยล่ะ

ยังไม่ได้พูดถึงสถานที่อีกนับพันตั้งแต่แคมป์ทหาร สุสานอดีตพระราชา ยันบ้านเจ้าเมืองนับพันแห่งที่เราสามารถเข้าไปสำรวจได้อีกนะ ในแผนที่จะปรากฏเป็นสัญลักษณ์ ? ซึ่งแต่ละที่ก็จะมี Location Objective หรือเป้าหมายของเราที่มีต่อสถานที่นั้นๆ อาจจะเป็นกล่องสมบัติที่เราสามารถขโมยของภายในได้ หรืออาจจะเป็นกลุ่มคัลท์ประหลาดที่เราต้องฆ่าทิ้ง แม้จะไม่ได้ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของอัตราความสำเร็จของเกม หรือมีเนื้อหาอะไร แต่ก็เป็นกิจกรรมสำรวจโลกที่สนุกอยู่สำหรับขาสำรวจทั้งหลายแหล่

ในฐานะทหารรับจ้าง เมื่อเล่นไปสักพัก ผู้เล่นยังสามารถเลือกมีส่วนร่วมกับสงครามเพโลพอนนีเชียนได้ด้วย! กล่าวคือ เราในฐานะทหารรับจ้าง สามารถเลือกได้ว่าจะต่อสู้เพื่อสปาร์ตัน หรือเพื่อเอเธนส์ โดยในทุกๆ ดินแดนใหญ่ จะมีหลอดค่าที่เรียกในเกมว่า Nation Power ซึ่งเป็นคะแนนแทนพละอำนาจของกองทัพที่อยู่ในดินแดนนั้นๆ ซึ่งอาจจะเป็นสปาร์ตันหรือเอเธนส์ก็ได้ ตัวหลอดมักจะเต็มอยู่ตลอด แต่ละลดลงเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลา เมื่อลดไปจนถึงจำนวนหนึ่งแล้ว สงครามก็จะเกิดขึ้น และไม่ว่าใครชนะก็ตามหลอดที่ว่าก็จะกลับมาเต็มใหม่ และลดลงเรื่อยๆ ใหม่วนไปมาไม่สิ้นสุด

เราสามารถมีส่วนร่วมในการสุมไฟสงคราม จากการช่วยลดค่า Nation Power นี้ได้จากการสังหารทหารในพื้นนี้นั้นๆ, สังหารเจ้าเมืองที่มีอำนาจในแถบนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดค่า Nation อย่างรวดเร็ว (หาได้จากสัญลักษณ์คนกับใบโอลีฟสีม่วงในแผนที่) รวมไปถึงการสำรวจสถานที่สัญลักษณ์ ? บางแห่งอาจจะมี War Supply ซึ่งเราสามารถเผาเพื่อลดคะแนน Nation Power ได้ บางแห่งอาจจะมีกล่องสมบัติขนาดใหญ่สัญลักษณ์สีม่วง เสมือนสมบัติประจำกองทัพที่เราสามารถขโมยเพื่อลด Nation Power ได้เช่นกัน พอลดแล้วก็จะมีสัญลักษณ์ธงสีน้ำเงินของเอเธนส์ กับธงสีแดงของสปาร์ตันปรากฏขึ้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะช่วยเอเธนส์หรือสปาร์ตัน ความยากง่ายจะขึ้นอยู่กับว่าฝั่งไหนโจมตี ฝั่งไหนป้องกัน ฝั่งที่ป้องกันมักจะยากกว่าฝ่ายที่โจมตี แต่นั่นก็หมายถึงของรางวัลทมี่ดีกว่า ก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าจะตัดสินใจช่วยใครครับ อีกหนึ่งกิจกรรมฆ่าเวลาสนุกๆ สำหรับคนชอบสงคราม

แต่เวลาจะทำอะไรแบบนี้ก็ขอให้ระวังให้ดี เพราะ Odyssey ใช้ระบบเดียวกับ GTA คือถ้ามีประชาชนเห็นเราฆ่าคน ขโมยของ หรือทำอะไรก็ตามที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง พวกเขาก็จะนำเรื่องไปบอกทหาร ให้ทหารตั้งค่าหัวเรา เมื่อค่าหัวสูงขึ้น ก็จะเริ่มมีในส่วนของทหารรับจ้างแบบเรา ออกมาล่าค่าหัวเรา พวกนักฆ่ารับจ้างเหล่านี้จะแข็งแกร่งกว่าทหารปกติมาก เป็นบอสเดินเที่ยวเล่นได้เลยก็ว่าได้ แถมมีความสามารถจุดเด่นจุดอ่อนที่ต่างกันไปเหมือนเกมตระกูล Middle-Earth  เราสามรรถเลือกได้ว่าจะสู้ หรือจะหนีแล้วยอมจ่ายค่าปรับ ถ้าเลือกสู้แล้วเตรียมตัวไม่ดีพอ รับประกันตายร้อยเปอร์เซ็น

และเมื่อเราเล่นกันไปอีกสักหน่อย ก็จะได้ทำความรู้จักกับกลุ่ม Cult of Kosmos กลุ่มคัลท์ลึกลับที่ชักใยทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกรีกอยู่ม่านหลัง ทำงานร่วมกันใต้เงามืดเพื่อพยายามยึดครองกรีกและหาผลประโยชน์จากความลำบากของผู้คน พวกเขาอันตรายเกินกว่าจะปล่อบให้เอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ รอโอกาสยึดกรีกได้ ตัวเอกเราเลยตัดสินใจเริ่มภารกิจที่จะใช้เวลาชีวิตของเขาทั้งชีวิต ออกล่าและสังหารกลุ่มคัลท์นี้ทีละคนๆ

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมภายในเกมที่ผู้เล่นสามารถทำได้ใน Odyssey, ผู้เล่นจะต้องคอยออกหาเบาะแส หลักฐานต่างๆ ที่จะช่วยระบุตัวตนของสมาชิกกลุ่มคัลท์ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ในประเทศกรีกสุดกว้างใหญ่แห่งนี้ บางทีอาจจะเจอหลักฐานตามโต๊ะบ้านใครไม่รู้ หรืออาจจะเจอจากการทำเควสเสริมก็ได้เช่นกัน เมื่อรวบรวมครบเราก็จะสามารถระบุตัวตนได้ว่าใครเป็นใคร ก่อนจะเริ่มวางแผนลอบสังหาร นับว่าเป็นระบบที่ดีมากๆ เหมาะสมกับเกมแนวลอบสังหารอย่าง Assassin’s Creed อย่างยิ่ง ใครโวยวายว่าเกมนักฆ่าทำไมไม่มีนักฆ่าเลย มาลองระบบล่ากลุ่มคัลท์แล้วจะติดใจ

กิจกรรมมีให้ทำเยอะแบบนี้ หลายคนก็คงจะสงสัยในคุณภาพของเนื้อหาหลัก เคราะห์ดีเลยที่ Ubisoft ใส่ใจงานด้านการเขียนเนื้อเรื่่องมากกว่าเป็นเท่าตัว กับการแยกเนื้อหาหลักในเกมออกไปเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ‘Bloodline’ เรื่องราวสายเลือดของตัวเอกที่เราเลือก กับการตามหาคุณพ่อและคุณแม่ที่พลักพรากไปหลายสิบปี เป็นเนื้อหาดราม่าครอบครัวที่น่าสนใจมากๆ เข้มข้นมากกว่า Assassin’s Creed ภาคก่อนๆ หลายภาค แถมยังพาผู้เล่นไปทำความรู้จักกับหลากหลายตัวละครยุคประวัติศาสตร์กรีกโบราณหลายๆ คน ตั้งแต่นักปรัชญาระดับโลกโสคราตีส, ผู้นำกรุงเอเธนส์เพริครีส, นักการเมืองคล้ำกามแต่อำนาจเยอะอัลดิไบดิส, ฮีโรโดโทส บิดาแห่งประวัติศาสตร์ และอีกมากมายด้วย อีกทั้งยังสามารถหยิบพวกเขามาใช้ได้อย่างเหมาะสม มีการดัดแปลงเพื่อความบันเทิงบ้าง แต่ในภาพรวม Odyssey สอบผ่านในการทำให้เราอินไปกับโลกกรีกโบรานของเกมครับ

ส่วนอีกสองเนื้อหาประกอบไปด้วยเรื่องราวภารกิจการปกป้องความลับของอารยธรรมยุค Isu ยุคโบรานของผู้มาก่อนที่ให้กำเนิดมนุษย์ก่อนสาบสูญกันไป พวกเขาเก็บหลากหลายอารยธรรมเข้าไว้ในนครแอดแลนทีสที่สาบสูญ และขอให้เราตัวละครผู้เล่น ออกหาอารยธรรมที่หลุดออกไปในโลกมนุษย์แล้วนำมันกลับมาเก็บในแอดแลนทิสดังเดิม เนื้อหานี้จะพาเราไปต่อสู้กับหลากหลายปีศาจในตำนาน อาทิเมดูซ่า มิโนทอร์ ไซคลอปตาเดียวและอีกมากมาย แถมยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในโลกปัจจุบันมากที่สุดด้วย กล่าวคือ เป็นเนื้อหาที่ทำมาเพื่อแฟนๆ Assassin’s Creed ที่ตามเรื่องราวเทคโนโลยีอีเดน กับสงครามแย่งชิงและปกป้องอารยธรรมโบรานระหว่าง Assassin และ Templar โดยเฉพาะ แฟนๆ เกมต้องเล่นเนื้อหานี้จบให้ได้บอกเลย (ทั้งนี้ใครจะมาเพื่อเนื้อเรื่องยุคปัจจุบันก็เตรียมผิดหวังกันไว้ด้วย เพราะมีนิดเดียวจริงๆ)

เนื้อหาสุดท้ายคือการล่ากลุ่มคัลท์นั่นแหละ เมื่อเราล่ากลุ่มลูกกระจ๊อกธรรมดาครบทั้งห้าคนแล้ว ก็จะมีหลักฐานครบพอที่จะระบุตัว The Sage ซึ่งเปรียบเสมือนรองหัวหน้าได้ จัดการรองหัวหน้าแล้วเราก็ะได้เบาะแสเพิ่มเพื่อระบุตัว The Ghost หัวหน้าที่แท้จริง ตรงนี้ใครเคยเล่น Ghost Recon Wildlands มาจะนึกภาพออกได้ง่ายๆ, ทั้งสามเนื้อหาจะมีการเชื่อมต่อกันและกัน แต่จะมีจุดจบเป็นของตนเองแตกต่างกันไป เลือกได้ว่าจะจบอันไหนก่อน อันไหนทีหลัง หากใครสนใจแค่เนื้อเรื่องครอบครัวก็สามารถเลือกเล่นเควส Bloodline เรื่องราวครอบครัวของเราอย่างเดียวก็ได้ แต่แฟนตัวจริงต้องเล่นให้หมดสามเนื้อหา เพราะเราบอกเลยว่าเด็ดทุกอย่าง ไม่อยากพลาดกันอย่างแน่นอน

ความเด็ดอีกอย่างที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้คือบทพูดที่เราสามารถเลือกได้! สามารถเลือกได้ว่าอยากจะให้ตัวละครเราพูดอะไร ตัดสินใจรับมือเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไร ซึ่งดูจะเป็นระบบที่เกมยุคใหม่เริ่มจะมีมากขึ้น และฉบับ Ubisoft ครั้งแรกของพวกเขาก็ถือว่าไม่ดีไม่เลวร้ายอะไร มีบางครั้งที่ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเลือกหลากหลายแต่ตอบยังไงก็เหมือนกันอยู่บ้าง แต่ก็มีหลายครั้งที่ตัวเลือกของเราส่งผลต่อเกมจริงๆ หลายเควสเสริมก็มีระบบตัวเลือกบทพูดมามีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตัดสินใจบางจุดที่อาจจะส่งผลต่อเนื้อหาหลักเกมได้ด้วย

จะเห็นว่าอ่านมาขนาดนี้เรายังไม่ได้เข้าเรื่องเกมเพลย์ ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าเกมเขาใหญ่จริงๆ เล่นเป็นร้อยชั่วโมงยังไม่จบ เลยต้องอธิบายยาวหน่อยว่าเกมมีอะไรให้ทำบ้าง ทีนี้มาที่ระบบการต่อสู้ ลักษณะระบบการต่อสู้จะคล้ายคลึงภาค Origins พอสมควร วัดกันที่ฝีมือการหลบหลีกและคุณภาพอาวุธชุดเกราะที่เราใช้ มีโจมตีเบากับโจมตีหนัก มีปุ่มให้หลบหลีกการโจมตี กระนั้นก็มีความแตกต่างพอสมควร คือข้อแรก ผู้เล่นจะไม่มีโล่ให้ใช้อีกต่อไปแล้ว ผู้เล่นที่ต้องการจะป้องกันการโจมตี จำเป็นที่จะต้องกะจังหวะ Parry หรือสวนกลับให้แม่นยำแทน ข้อสอง ปุ่มโล่ถูกแทนที่ด้วยปุ่มใช้สกิลการโจมตี อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะพูดถึงในย่อหน้าถัดไป และแน่นอน ผู้เล่นจะยังสามารถใช้ธนูช่วยในการโจมตีได้ ธนูเองก็มีสกิลเป็นของตนเองเช่นกัน

ระบบสกิลเป็นระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Odyssey เพราะหอกเราเป็นหอกตกทอดมาจาก Leonidas ที่เอามาจากอารยธรรม Isu อีกที เลยปล่อยพลังเหนือมนุษย์ได้หลากหลาย กล่าวคือนอกจากสกิลแบบ Passive อัพเพื่อเพิ่มความสามารถของตัวละครเราแล้ว ยังมีสกิล Active กดใช้เพื่อช่วยในการต่อสู้อาทิ Spartan Kick สกิลถีบคน หรือ Shield Break ทำลายโล่ของศัตรูเพิ่มเข้ามาด้วย สามารถอัพสกิลได้เมื่อเลเวลขึ้น และถ้าจะใช้สกิลต้องมีค่าอะดรีนาลีนที่สะสมจากการต่อสู้ไว้ด้วย สกิลยังแบ่งออกไปเป็นสามสายเหมาะกับสามสไตล์การเล่น ตั้งแต่สาย Warrior นักรบแนวหน้า ยกดาบฟันแหลก สาย Assassin นักฆ่าย่องเงียบ เสียบคอคนด้วยหอกลีโอไนดัสด้ามหัก และสาย Hunter มือธนูยิงไกล ฆ่าคนด้วยปลายเหล็กแหลมแบบไร้ซึ่งเงา

กระนั้นผู้เขียนก็ไม่เข้าใจในการแยกสายนี้ เพราะเมื่อเล่นจริงๆ แล้วผู้เขียนกลับพบว่าสาย Warrior ดนั้นูจะเป็นสายเดียวที่จริงจังได้ตลอดเกม เพราะทั้งกิจกรรมสงคราม จนถึงการต่อสู้กับปีศาจจากตำนานปรัมปรา ล้วนเป็นการปะทะซึ่งๆ หน้า ซึ่งสกิล Warrior จะฉายแสงมากทั้งสกิล Battlecry of Ares ที่ทำให้พลังโจมตีเราแกร่งขึ้นเมื่อโดนโจมตี แถมเป็นอมตะไม่ตาย 20 วินาที ไหนจะสกิล Second Wind ฮีลเลือดที่จำเป็นมากในเกมที่ไม่มีขวดยาเติมเลือด ทำให้สกิลสายอื่นๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์ โดยเฉพาะสาย Assassin ที่ใช้จริงจังไม่ค่อยได้นอกเหนือจากสถานการณ์ต่อสู้กับคนที่สามารถลอบเร้นเข้าไปได้ ระบบลอบเร้นก็ถูกลดความซับซ้อนจนน่าใจหาย ผู้เล่นไม่สามารถซ่อนตัวในพุ่มไม้ หรือทำตัวเนียนไปกับผู้คนอะไรแบบนั้นได้อีกต่อไปแล้ว จุดซ่อนเดียวของเกมนี้คือในพงหญ้าและพุ่มไม้ สำหรับเกมที่เริ่มต้นมาจากการซ่อนตัวตามกองฟาง เดินแนบเนียนไปกับผู้คน จนถึงการแอบตามสวนบนดาดฟ้าและรถขนของ การตัดทุกอย่างออกเหลือแต่พุ่มไม้ให้แอบ อาจจะทำให้เกมเข้าถึงง่าย แต่ก็ทำให้สเน่ห์เกม Assassin’s Creed ห่ายไปเยอะเลยเหมือนกัน

พอแยกสกิลเป็นสามสาย ก็เลยมีการแยกค่าดาเมจโจมตีเป็นสามอย่าง คือ Hunter Damage, Assassin Damage และ Warrior Damage มีค่า Warrior Damage อย่างเดียวที่พิจารณาจากดาเมจอาวุธตรงๆ ส่วนค่า Hunter Damage และ Assassin Damage จะขึ้นอยู่กับสเตตัสเสริมที่มาพร้อมกับอาวุธหรือเสื้อผ้าของเราเองอีกที ยังได้มีการแยกเสื้อผ้าหรือ Gear ออกเป็นห้าส่วนเช่นกัน และเช่นเดียวกับอาวุธ มีเพียงค่าเกราะเท่านั้นที่ดีขึ้นตามเลเวลเรา ดาเมจเสริมต่างๆ เลือดที่เพิ่มขึ้น ล้วนขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นสเตตัสของอาวุธชุดเกราะต่างๆ เท่านั้น   จะเห็ํนได้จากตรงนี้อีกว่าเกมอำนวยความสะดวกให้สาย Warrior มากแค่ไหน บางทีอาวุธที่เราใช้อาจจะตีได้เป็นหมื่นดาเมจ แต่ลอบเร้นฆ่าทหารธรรมดาอาจจะไม่ได้ด้วยซ้ำก็เป็นได้เพราะสเตตัสเสริมต่ำไป

นอกจากการต่อสู้บนดินแล้ว ยังมีในส่วนของการต่อสู้บนเรือด้วย! ระบบการต่อสู้บนเรือส่วนมากยืมมาจาก Assassin’s Creed Origins ที่มีให้เล่นนิดเดียว ภาคนี้จัดเต็มเลยให้เล่นบนเรือ โลดแล่นกันไปในโลกกว้างได้ แต่เพราะเทคโนโลยีที่ยังไม่ถึงระดับเดียวกับ Black Flag เลยไม่มีอาวุธอะไรให้ใช้มากมาย ผู้เล่นสามารถใช้ธนูยิงไกลได้ พอเข้าระยะไกลก็เลือกได้ว่าจะขับชนเรือเลยหรือใช้หอกปาใส่ พออัพเกรดแล้วเราสามารถใช้อะดรีนาลีนยิงธนูหรือหอกติดใส่ สร้างความเสียหายใส่ศัตรูอย่างรุนแรงได้ด้วย แม้ลูกเล่นจะไม่เยอะ แต่ความสนุก และความไวก็ยังถือว่าสร้างความหรรษาได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

เรือสามารถอัพเกรดได้ด้วยทรัพยากรอาทิหนังสัตว์หรือแร่เหล็กที่หาได้ภายในเกม สามารถอัพเกรดได้ทั้งท้องเรือ รวมไปถึงความไวในการโจมตี และดาเมจที่สามารถทำใส่ศัตรูได้ แถมยังสามารถแต่งเรือได้เช่นกัน ตรงนี้ดูจะไม่ใช่ส่วนที่เกมอยากจะเน้นนัก ผู้เล่นเลยไม่ค่อยได้ใช้เรือสู้รบบ่อยๆ แบบ Black Flag ตัวเลือกการอัพเกรดเรือ และรายละเอียดต่างๆ ก็ยังไม่ละเอียดเทียบเท่า Black Flag ได้ แต่ก็นะ เราอยู่ในยุคโบรานย้อนไปสองพันห้าร้อยปีก่อน คงจะคาดหวังอะไรไม่ได้มากมาย แต่ที่ชอบเลยคือระบบ Recruit ให้เราสามารถจับตัวทหารในเกมให้มาทำงานกันเราได้ อันนี้ก็เป็นระบบที่สนุกไม่น้อยเลย คอยมองหาลูกน้องคุณภาพดีๆ ที่จะช่วยเรือของเรา แถมต่อสู้ไปกับเราได้

สรุป

เมื่อสรุปรวมๆ แล้ว Assassin’s Creed Odyssey ดูจะเป็นเกมที่ยำรวมความสนุกจากหลากหลายเกมที่ผ่านมาในช่วงสองสามปี เข้ามาไว้ด้วยกันในที่เดียว ระบบการต่อสู้ที่ขัดเกลามาจากภาค Origins ในแบบที่หลายคนชื่นชอบ ผสมผสานทั้ง Witcher และ Dark Souls ในระบบเดียว แม้จะต้องแลกระบบกดสกิลตามเกม JRPG ญี่ปุ่นกันกับโล่ที่หายไป, เนื้อหาที่มีเยอะ เข้มข้นพอประมาณ และยาว กับตัวเลือกการตัดสินใจที่มีผลกระทบโดยตรงแบบเกมของตระกูล Mass Effect ของ Bioware, ระบบล่ากลุ่มคัลท์ที่คล้ายระบบล่าพ่อค้ายาใน Wildlands, ระบบทหารรับจ้างที่นึกถึง Middle Earth: Shadow of War, ไม่ใช่เกมที่ปฏิวัติวงการ เกมชิงรางวัลอะไร แถมจะว่าเป็นเกมที่มีองค์ประกอบ Assassin’s Creed น้อยกว่าปกติก็ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว Assassin’s Creecd: Odyssey คือเกมที่ดี เกมที่สนุกทุกองค์ประกอบ แม้จะมีปัญหาทางเทคนิคบนพีซีพอสมควรก็ตาม

เวอร์ชั่น PC ของ Assassin’s Creed Odyssey ยังมีปัญหาทางเทคนิคพอสมควร แม้จะทำงานได้ดีกว่า Origins ที่กิน CPU หนักแทบจะตลอดเวลา แต่ Odyssey ก็ยังกิน CPU เยอะไม่แพ้รุ่นพี่เช่นกัน ความที่เกมดีไซน์มาเพื่อคอนโซล ซึ่งมี Core CPU เยอะกว่า ผู้เขียนที่ใช้ I5-4460 ซึ่งมีเพียง 4 Core ก็เลยเจออาการคอขวดอย่างรุนแรงเวลาอยู่ในเมือง FPS ดรอปจนเหลือ 35-40 แม้จะมี GTX 1070 8GB VRAM ซึ่งรันเกมนี้ในระดับ Ultra ได้ไม่มีปัญหา 60FPS ตลอดในเวลานอกเมืองเลยก็ตาม, เกมเปิดโลกกว้างแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่จะกิน CPU หนักกว่า GPU แต่ที่กรณีของ Odyssey นั้นน่าจะเป็นที่การพอร์ทที่ไม่ดีมากกว่า เพราะหลังจากได้ลง Special K Mod ซึ่งช่วยในการทำงานของ CPU ให้เสถียรขึ้น เกมของผู้เขียนก็รันนิ่งมากขึ้นอย่างชัดเจน (รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ https://github.com/Kaldaien/SpecialK/releases/tag/sk_odyssey) ได้แต่หวังว่าทาง Ubisoft จะแก้ไขในเร็ววันครับ

แล้วเรื่องร้านค้าในเกมที่เป็นดราม่าตอนนี้ล่ะ? จะเห็นว่ามีสื่อต่างประเทศหลายส่วนที่มองว่า Assassin’s Creed: Odyssey ใช้เวลาเล่นเยอะ บังคับให้ผู้เล่นซื้อบูสต์เพื่ออัพเลเวลไวขึ้น มิฉะนั้นจะไม่สามารถเล่นเนื้อเรื่อได้ กึ่งบังคับให้ออกไปทำเควสเสริมหรือเควสรายวันจนกว่าเลเวลจะขึ้น ตรงนี้สำหรับผู้เขียนแล้ว ถือว่าเป็นคนค่อนข้างอดทนพอสมควร สามารถรับการ Grind ได้ในระดับที่เหมาะสม เลยไม่รู้สึกว่าเกมบังคับให้ทำอะไรเท่าไหร่ และคิดว่าชาวไทยหลายคนไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้กัน ถ้าผู้เล่นรู้จักที่จะออกไปสำรวจเส้นทางนอกจากที่ๆ เนื้อเรื่องพาไป จะได้พบกับเควสหลากหลายเลยที่สเกลเลเวลตามผู้เล่น เป็นสัญลักษณ์ว่าเควสนี้เราทำได้ และมีเรื่องราวรอให้เราค้นหาเยอะแยะเลยล่ะ รับรองว่ามีอะไรให้ทำจนเลเวลอัพตลอด ไม่ต้องเสียเงินจริงเพิ่มเพื่อซื้อบูสต์เลยแหละ

Assassin’s Creed: Odyssey วางจำหน่ายแล้ววันนี้บน PS4, XBOX ONE และ PC โดยเวอร์ชั่น PC นั้นรองรับจอยคอนโทรลเลอร์ XBOX ONE, XBOX 360 และ Dualshock 4 ครับ

รีวิวเกม By GameWorld 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , ,

Advertisement




Advertisement




LIKE US