[Review] Soul Calibur VI เกมไฟท์ติ้งระดับพระกาฬ แห่งตำนานดาบดูดวิญญาณ - GameWorld.in.th

[Review] Soul Calibur VI เกมไฟท์ติ้งระดับพระกาฬ แห่งตำนานดาบดูดวิญญาณ

author image by GM News | Review | 0 Comments | 24 ต.ค. 2018 | เปิดดู

จากอดีตกาลสู่อดีตกาล กับตำนานแห่งดาบและวิญญานที่ถูกเล่าขานปากต่อปากครั้งแล้วครั้งเล่า, Soul Edge ดาบในตำนาน และตัวดูดวิญญาน ฝังลึกลงไปในรากฐานประวัติศาสตร์ มันกลับขึ้นมายังผืนดินอีกครั้งในศตวรรษที่ 16 ที่ๆ Cervantes โจรสลัดผู้โด่งดังในแง่ลบ ได้ประกาศความเป็นเจ้าของดาบเล่มนี้ เมื่อนั้นเองที่ทุกๆ อย่างเริ่มเคลื่อนไหว, ดาบ Soul Edge แยกตนเองออกเป็นสองเล่ม ตามที่เจ้าของปรารถนา และ Cervantes ก็ใช้ดาบเล่มนี้ออกไปสร้างความปั่นปวน ฆ่าแกงทุกคนที่คิดขโมยดาบเล่มนี้ไป

แต่ในที่สุด Cervantes ก็ถูกล้ม ด้วยพลังปกป้องที่ประทานโดย Hephaestus พระเจ้าแห่งการหลอมอาวุธ หญิงนักรบนาม Sophitia ก็ทำลายดาบอันนึงลงได้ในที่สุด แต่อนิจจา เศษดาบชิ้นหนึ่งจากดาบที่เธอทำลาย กลับกระเด็นเข้าตัวเธอ ทำให้เธอบาดเจ็บสาหัส เปิดโอกาสให้ Cervantes คว้าดาบอีกเล่มหมายจะปลิดชีพเธอ เคราะห์ดี มีนินจานาม Taki ปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ Sophitia และสังหาร Cervantes ได้สำเร็จก่อนจะนำเธอกลับไป ทิ้งดาบอีกเล่มเอาไว้เบื้องหลัง หารู้ไม่ว่านั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความโหดร้ายที่กำลังจะมา อันเป็นผลพวงมาจากดาบเล่มนี้…

ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia ที่ให้การสนับสนุนรีวิว Soul Calibur VI บน PS4 ในครั้งนี้

 Soul Calibur VI Playstation 4 Code was provided by Bandai Namco Entertainment Asia. Thank you and Best Regard.

Soul Calibur VI เป็นภาคที่เจ็ดแล้วของเกม Soul Calibur ภาคหลัก ถ้านับ Soul Edge ซึ่งถือเป็นภาคแรกจริงๆ แต่ไม่นับ Spin-Off สองสามตัวที่ผ่านมา นับเป็นเวลากว่า 6 ปีนับตั้งแต่ภาคห้า (หรือหก) วางจำหน่าย ในภาคนี้ ทีมพัฒนาตัดสินใจพาแฟนๆ ย้อนกลับไปตะลุยเรื่องราวต่างๆ ยังภาคแรก เป็นเสมือน Soft Reboot การเริ่มต้นใหม่แบบเบาๆ และพล็อตที่ทุกท่านอ่านด้านบนนี้ก็มาจากภาคแรกซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า Soul Edge กันเต็มๆ

เพราะเป็นการย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวจาก Soul Calibur ภาคแรกใหม่ หลากหลายตัวละครที่ทุกคนเคยรู้จักก่อนจะหายไปในภาคต่อก็เลยกลับมากันเพียบ อาทิ Siegfried, Nightmare, Maxi, Yoshimitsu รุ่นทวดของเวอร์ชั่น Tekken และอีกมากมาย ขณะเดียวกันก็มีตัวละครใหม่มาด้วยอาทิ Azwel, Groh รวมไปถึงแขกรับเชิญพิเศษ Geralt of Rivia จากแฟรนไชส์ The Witcher ซึ่งแต่ละตัวละครก็มีอาวุธเป็นของตนเอง โดยเฉพาะแขกรับเชิญ Geralt ที่จัดเต็มมาก ไม่ได้มาแค่ตัว แต่ยกสังเวียบ Kear Morhen และซาวแทรคจาก Witcher 3 มาประกอบด้วย งานดีไม่ใช่เล่น

นอกจากนี้ ครั้งแรกของแฟรนไชส์เลยก็ว่าได้ที่ Soul Calibur จะมีโหมดเนื้อเรื่องสองโหมด โหมดแรกคือ Liber of Soul ซึ่งเป็นโหมดที่จะให้เราสร้างตัวละครและออกตะลุยปราบวายร้ายเพื่อตามหา Soul Edge ซึ่งๆ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเนื้อหามากมายนัก ดูจะเป็นโหมดตะลุยด่านมากกว่า จุดเด่นอยู่ที่องค์ประกอบ RPG อาทิระบบเลเวล, ระบบเลือกบทพูดและการกระทำ, การเลือกใช้อาวุธชุดเกราะที่หาได้จากการต่อสู้ ซึ่งเราสามารถเปลียนไปมาได้ตามใจชอบ และเงินสำหรับซื้อขายของตามจุดที่มีพ่อค้า ตรงนี้ทำให้ Liber of Soul สนุกและแปลกใหม่พอตัวสำหรับเกมต่อสู้แบบนี้ เล่นได้เรื่อยๆ เลยเวลาเบื่อโหมดออนไลน์

ระบบสร้างตัวละครสุดละเอียด

ระบบสร้างตัวละครก็ถือว่าทำได้ไม่เลว ผู้เล่นสามารถเลือกได้ตั้งแต่เพศ หน้าตา ทรงผม จนถึงเผ่าพันธุ์ที่เปิดกว้างสุดๆ ตั้งแต่เผ่าคน ยันโครงกระดูก มัมมี่ ออร์ค เอลฟ์ แม้แต่กิ้งก่า อยากเด่นอยากหล่ออยากแปลกก็เลือกตามสบาย เริ่มเกมมาเราจะมีอาวุธทุกแบบให้เลือกสลับไปมาด้วย เลยไม่ต้องคิดนานว่าจะใช้อะไร เลือกอาวุธให้เหมาะแล้วก็ไปลุยเลย

อีกโหมดนึงคือโหมดเนื้อเรื่องจริงจังของเกม ใช้ชื่อว่า Soul Chronicles ซึ่งจะเล่าทั้งเรื่องราวหลักมาจาก Soul Calibur ภาคแรก เกี่ยวกับการเดินทางของ Kilik สู่การตามหาดาบ Soul Edge รวมไปถึงเรื่องราวแยกออกไปเป็นชุดๆ ตามตัวละครเพื่อเล่าว่า ตัวละครตัวนั้น ตัวนี้ มีบทบาทอย่างไรในการตามหาดาบ Soul Edge และก่อนที่จะมาเจอกันในเนื้อหาหลัก พวกเขาอยู่ไหนทำอะไรมาก่อน

เนื้อเรื่องรวมๆ ก็ไม่เลว

ในส่วนของเนื้อเรื่องรวมๆ นั้นถือว่าอยู่ในระดับกลาง เป็นพล็อตการผจญภัยด้วยพลังแห่งมิตรภาพและการฝึกฝนที่เราเห็นกันมาเป็นร้อยครั้งแล้วตามอนิเมะและเกมญี่ปุ่นทั้งหลาย จะคาดหวังอะไรสูงกว่านั้นคงเป็นไปได้ยากเพราะเป็นเจตนาทีมพัฒนาที่แค่ต้องการเล่าเรื่องภาคแรกใหม่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาจริงจังกับเกมต่อสู้แบบนี้ถูกไหม พอหยวนลงแล้ว เนื้อหารวมๆ ก็ไม่เลว การมาของตัวละครใหม่ก็ช่วยสร้างสีสันได้เยอะแยะ และเชื่อว่าแฟนๆ Soul Calibur จะต้องโอเคไปกับมันแน่นอน แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว อาจจะต้องปรับตัวกันนิดนึง เนื่องจาก Soul Calibur ไม่เคยเล่าเรื่องด้วยคัตซีนยาวๆ เป็นหนังเหมือน Tekken อะไรแบบนั้น แต่เล่าเรื่องแนว Visual Novel ภาพวาดที่ต้องอ่านและฟังถึงจะรู้เรื่อง ยิ่งภาคนี้ไม่ได้วาดให้เห็นภาพด้วย ใช้แค่ภาพแทนตัวละครร และเอฟเฟคต์สั่นจออะไรแบบนั้น ในโหมด Liber of Soul หลายฉากก็ไม่มีเสียงพากษ์ เรื่องปกติของเกมญี่ปุ่นเขา โดยเฉพาะเกมที่เงียบหายมานานหลายปีแบบ Soul Calibur ก็เลยมาบอกกล่าวเอาไว้ก่อน จะได้ไม่ผิดหวังกัน

ที่น่าขัดใจว่ามันอยู่ที่ไอเดียของการเชื่อมต่อกันและกันของตัวละคร เพราะผู้เขียนเป็นพวกบ้าไทม์ไลน์เข้าเส้น และชื่นชอบองค์ประกอบเนื้อหาจากคนละจุดมาบรรจบกัน ก็เลยตัดสินใจเล่นแบบเรียงเส้นเวลากันไปเรื่อยๆ ไม่มีการเน้นตัวละครใดตัวละครหนึ่งเป็นพิเศษเว้นเสียแต่ตัวละครนั้นจะยังไม่ปลดล็อค และนี่ก็เลยทำให้ปัญหานี้เริ่มสำแดงออก บางตัวละครจะมีเนื้อหาชนกับอีกตัวละครหนึ่ง แต่การดำเนินเรื่องกลับขัดแย้งใส่กันและกัน ถ้าหากเล่นแบบทีละตัวละครก็คงจะไม่ได้คิดอะไรกับจุดนี้ แต่ถ้าเล่นกันเรียงปีต่อปีในเกมรับรองเจอเพียบบอกเลย

กราฟิกจัดว่าดี

ทีมพัฒนาตัดสินใจเสียสละคุณภาพกราฟิคแลกกันกับความไหลลื่นของเกมเพลย์ โดยเฉพาะเกมต่อสู้ที่ต้องรัน 60FPS คงที่ตลอดเวลา ตรงนี้เลยทำให้ผู้เล่นสามารถสังเกตได้ง่ายทั้งเรื่องของรายละเอียดพื้นผิวที่ดูเรียบๆ ไม่มีความคมชัดมาก เงาตัวละครเบลอๆ เหมือนก้อนสีดำลอยใต้พื้น รวมไปถึงรอยหยักตามขอบที่มีเยอะแยะไปหมด ชาวพีซีน่าจะปรับคุณภาพกราฟิคได้ดีกว่านี้ ก็เลยไม่คิดว่าเป็นข้อเสียจริงจัง แต่สำหรับเวอร์ชั่น PS4 คงต้องยอมรับว่าไม่ถึงจุดที่คาดหวังในเกมปี 2018 นัก โดยเฉพาะสำหรับเกมที่มาทีหลัง Tekken 7 , ตรงนี้ชัดเจนเลยว่างบประมาณโปรดัคชั่นในการพัฒนาเกมนั้นต่างกันมาก งานพากษ์เสียงภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยน่าประทับใจ บางตัวละครก็พากษ์ดี แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ไร้อารมณ์ก็พากษ์เวอร์จนตลกสามช่าไปเลย อันนี้คือน่าเสียดายจริงๆ

เกมเพลย์เข้าถึงได้ง่าย…

ทีนี้ เกมเพลย์ล่ะ ก็เหมือนเดิมสไตล์ Soul Calibur ที่ทุกคนคุ้นเคย กับเกมต่อสู้ 3D ที่สองตัวละครจับอาวุธซัดกันด้วยคอมโบอาวุธและท่าไม่ตายเท่ๆ แต่ต้องยอมรับว่าเกมเพลย์ภาคนี้เข้าถึงง่ายกว่าเดิมมากๆ มีคอมโบมากมาย แต่คนไม่เล่นเกมไฟท์ติ้งบ่อยก็ทำคอมโบได้เพราะความง่ายกว่าเดิมของมัน ในขณะเดียวกันก็ยังทิ้งช่องว่างมากพอให้สายไฟท์ติ้งจริงจังสามารถผสมคอมโบเบาหนักได้สะดวกอยู่ เป็นข้อดีมากๆ ของภาคนี้ที่ทีมพัฒนาสามารถหาจุดที่ลงตัวได้ระหว่างผู้เล่นหน้าใหม่ และผู้เล่นระดับโปร

การมาของระบบใหม่ Reversal Edge ที่เมื่อกดใช้ ทั้งสองตัวละครจะกระเด็นออกจากกันก่อนจะวิ่งเข้ามาซัดกันคล้าย Injustice ก็เป็นจุดเพิ่มเติมที่ดีเยี่ยม ยิ่งดีขึ้นไปอีกเพราะ Soul Calibur VI ขยายระบบนี้ไปอีกระดับ ให้ผู้เล่นกดเลือกปุ่มโจมตีเอง เหมือนเล่นเป่ายิ้งฉุบ ไม่ได้ใช้หลอดพลังแบบ Injustice ตรงนี้ทำให้ Stake หรือความสุ่มเสี่ยง อารมณ์ลุ้นระทึกได้ใจขึ้นมาก อีกหนึ่งพัฒนาการทางบวกที่ไม่คาดคิดเลยก็ว่าได้

สรุป

Soul Calibur VI เป็นเกมต่อสู้ที่ทำมาได้ดีหมดทุกด้าน จนไม่มีข้อเสียจริงจังใดๆ นอกจากด้านเสียงพากษ์ที่รู้สึกว่าถ้าไม่ไร้อารมณ์ก็พากษ์เวอร์จนตลกเกิน น่าเสียดายที่ตอนที่เรารีวิวนี้ ทาง Bandai Namco Entertainment Asia ยังมิได้เปิดเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ให้เราได้ลอง เลยไม่สามารถวิจารณ์โหมดออนไลน์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่เราเชื่อว่าด้วยระบบเกมเพลย์ที่ดีเยี่ยม และหลากหลายโหมดให้เล่นสนุกสนานขนาดนี้ สำหรับแฟนๆ Soul Calibur แล้วภาค VI คือเกินพอ และคุ้มค่าเงินที่จะกลับมาสัมผัสตำนานดาบดูดวิญญาณอย่างแน่นอน ส่วนเกมเมอร์ทั่วไปก็ขึ้นอยู่กับว่าอยากลองสัมผัสเกมต่อสู้ในตำนานนี้ดูหรือไม่ ถ้าชอบเกมต่อสู้อยู่แล้วก็ไม่อยากให้พลาดกัน วางจำหน่ายแล้ววันนี้บน XBOX ONE, PS4 และ PC

รีวิวเกม By GameWorld 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,

Advertisement




Advertisement




LIKE US